วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คุณสมบัติอันพึงประสงค์ของเด็กไทย

1. เป็นผู้รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชอบเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อให้ทันโลก ทันเหตุการณ์


2. เป็นผู้ที่รอบรู้ สามารถหยังรู้ความเป็นไปต่างๆ ทั้งภายในตนและที่อยู่รอบๆตน เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

3. เป็นผู้ที่มีมุมมองชีวิตอันแหลมคม รู้จักสังเกตแยกแยะและวางแผน มีความคิดความอ่านเป็นของตนเอง คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

4. เป็นคนยืดหยุน ปรับตัวรับสถานการณ์ต่างๆทั้งดีและร้ายได้อย่างนิ่มนวล รู้จักยอมรับความล้มเหลว รู้จักใช้ความผิดพลาดในอดีตมาเป็นครู

5. เป็นคนที่มีหลักชีวิตที่แข็งแกร่ง(เปรียบเหมือนเสากระโดงเรือ) ไม่โยกคลอนไปตามค่านิยมอันฟุ้งเฟ้อของสังคม

6. เป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง คิดพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ยอมให้ผู้อื่นมาเป็นผู้กำหนดความเป็นไปในชีวิตให้น้อยที่สุด

คตินิยมที่ควรปลูกฝังให้งอกเงย

1. การดำรงชีวิตอย่างมีแบบแผน รู้จักวางแผนชีวิต และไม่ดำรงตนอยู่ในความประมาท

2. การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น อบอวลไปด้วยความรัก และรู้จักแบ่งปันความรักให้ผู้อื่น

3. การรู้จักพึ่งพาตนเอง และรู้วิธีสร้างทรัพย์สินหรือแหล่งรายได้เอาไว้จุนเจือครอบครัว

4. การดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง รู้จักประมาณตน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามสังคม

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พระปาฏิโมกข์ คืออะไร

ปาฏิโมกข์ เป็นชื่อของคำภีร์ที่ประมวลพระพุทธบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงตั้งขึ้นเป็น พุทธอาณา ได้แก่ อาทิพรหมจริยกาสิกขา มีพระพุทธานุญาต ให้สวดประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ที่เรียกว่า พระสงฆ์ทำอุโบสถ
ปาฏิโมกข์ แปลว่า เป็นเบื้องต้น เป็นประธาน เป็นประมุข แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย
คำว่า ปาฏิโมกข์ จึงหมายถึง บทอันเป็นประธาน โดยความเป็นประมุขของบททั้งปวง
ใน ครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประธานพระโอวาท ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา ได้แก่พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ เวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกว่า วันมาฆบูชา
คำแปล ของ โอวาทปาฏิโมกข์ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าพระนิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ที่นั่งในที่อันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อรรถคาถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมาเป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะทรงโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา
ประวัติความเป็นมาของการสวดพระปาฏิโมกข์
ในครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารเห็นพวกนักบวชลัทธิอื่นประชุมกล่าวธรรม ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ มีคนไปฟังธรรม คนเหล่านั้นมีความรัก มีความเลื่อมใส ทำให้นักบวชพวกนั้นมีผู้เข้าเป็นฝักฝ่าย พระเจ้าพิมพิสารทรงปรารถจะให้ภิกษุในพระพุทธศาสนาทำอย่างนั้นบ้าง จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลพระราชดำรินั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุมัติ ทรงประทานพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์
ในครั้งแรกภิกษุทั้งหลายประชุมกัน แต่นั่งนิ่งๆ พวกชาวบ้านทั้งหลายมาหวังที่จะได้ฟังธรรมก็ไม่ได้ฟัง จึงพากันติเตียน ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ประชุมกันเพื่อกล่าวธรรมได้ ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงดำริว่าพระองค์จะพึงอนุญาตให้เอาสิกขาบท ที่พระองค์ทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย ให้เป็นปาฏิโมกขุทเทสของพวกเธอ ปาฏิโมกขุทเทสนั้นจักเป็นอุโบสถของพวกเธอ พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระบัญญัติตามที่ทรงดำริ ทรงอนุญาตให้สวดพระปาฏิโมกข์และทรงแสดงวิธิสวดพระปาฏิโมกข์ จึงถือศึกษาและปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

ประตูสู่ธรรม

แนะนำWEB"ประตูสู่ธรรม"มีบทความเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาดีมาก นักเรียนและผู้สนใจควรเข้าชมดู
เชิญCLICK HEAR

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คำอาราธนาและถวายทานต่างๆ

ตั้งนะโม ๓ จบ ก่อนว่าแต่ละคาถา
คำบูชาพระรัตนตรัย คำถวายของใส่บาตร
คำอาราธนาศีล ๕ คำถวายสังฆทาน
คำอาราธนาพระปริต คำถวายผ้ากฐิน
คำอารธนาพระสีวลี คำถวายผ้าป่า
คำถวายพระพุทธรูป คำถวายผ้าอาบน้ำฝน
คำถวายข้าวพระพุทธ คำถวายผ้าไตร
คำลาข้าวพระพุทธ คำถวายหนังสือธรรมะ
คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชาพระ คำถวายข้าวสาร
คำจบทาน คำถวายยาให้พระ
คำกรวดน้ำ คำถวายเสนาสนะ สร้างกุฏิ วิหารให้สงฆ์
คำจบเงินทำบุญ คำภาวนาเวลารดน้ำศพ
คำภาวนาก่อพระเจดีย์ทราย คำภาวนาเวลาเผาศพ
คำอธิษฐานเวลาปิดทองลูกนิมิต คำภาวนาเวลาทอดผ้าหน้าศพให้พระบังสุกุล
คำถวายเครื่องสังเวยพระภูมิเจ้าที่ คำถวายผ้าไตรเพื่ออุทิศให้ผู้ล่วงลับ
คำลาเครื่องสังเวยพระภูมิเจ้าที่ คำบูชาพระภูมิด้วยดอกไม้ธูปเทียนหรือพวงมาลัย

คลิ๊กดูรายละเอียดที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ฉัน

พุทธศาสนิกชนจำนวน ไม่น้อยคิดว่า ภิกษุจะฉันได้แค่ก่อน เวลาเพล หรือก่อนเที่ยงวันเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ในพระวินัยปิฎก หมวด มหาวรรค บทที่ ๖. เภสัชชขันธกะ (ว่าด้วยเรื่องยาตลอดจนเรื่องกัปปิยะอกัปปิยะ และกาลิกทั้ง ๔) กล่าวไว้ว่า

กาลิก เนื่องด้วยกาล, ขึ้นกับกาล, ของอันจะกลืนกินให้ล่วงลำคอเข้าไปซึ่งพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด จำแนกเป็น ๔ อย่าง คือ

๑. ยาวกาลิก รับประเคนไว้ และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้นเช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมต่างๆ

๒. ยามกาลิก รับประเคนไว้ และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต

๓. สัตตาหกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ ภายในเวลา ๗ วัน ได้แก่ เภสัชทั้ง ๕ คือ ๑.สัปปิ หมายถึง เนยใส ๒.นวนีตะ หมายถึง เนยข้น ๓.เตละ หมายถึง น้ำมัน ๔.มธุ หมายถึง น้ำผึ้ง และ ๕.ผาณิต หมายถึง น้ำอ้อย

๔. ยาวชีวิก รับประเคนแล้ว ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา ได้แก่ของที่ใช้ปรุงเป็นยา

ส่วนคำว่า “หอฉัน” เจ้าคุณทองดีได้ให้ความหมายไว้ว่า อาคารหรือศาลาที่สร้างไว้สำหรับเป็นที่ฉันอาหารของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า โรงฉัน หรือ ศาลาหอฉันก็ได้

หอฉัน ปกติจะเป็นศาลาโถงที่โปร่งไม่อับทึบ มองเห็นได้ทุกทิศทุกทาง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นิยมสร้างเป็นสัดส่วนไว้ท่ามกลางวัด หรือ ท่ามกลางหมู่กุฏิหมู่ ใช้เป็นที่ฉันรวมกันของภิกษุสามเณรทั้งวัด หรือเฉพาะในแต่ละคณะสำหรับวัดที่มีหลายคณะ

หอฉัน คำเดิมใช้ว่า อุปัฏฐานศาลา หมายถึง ศาลาเป็นอุปัฏฐากพระ และ อาสนศาลา หมายถึง ศาลาสำรับนั่งฉัน

"พระธรรมกิตติวงศ์" ฉัน

ที่มา : นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับ 10 มิถุนายน 2554

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

บัวดอกไม้ประจำพุทธศาสนา


บัว เป็นพันธ์ุไม้น้ำชนิดหนึ่ง ซึ่งมีดอกสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ ในภาษาบาลีเรียกว่า "บงกช"แปลว่าเกิดจากตม แบ่งเป็น 2 วงศ์คือ ปทุม กับอุบล คลิ๊กที่นี่เพื่อศึกษารายละเอียดของบัว