วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554
พระปาฏิโมกข์ คืออะไร
ปาฏิโมกข์ แปลว่า เป็นเบื้องต้น เป็นประธาน เป็นประมุข แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย
คำว่า ปาฏิโมกข์ จึงหมายถึง บทอันเป็นประธาน โดยความเป็นประมุขของบททั้งปวง
ใน ครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประธานพระโอวาท ที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา ได้แก่พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ เวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกว่า วันมาฆบูชา
คำแปล ของ โอวาทปาฏิโมกข์ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ๑ การบำเพ็ญความดี ๑ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง, พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าพระนิพพานเป็นบรมธรรม, ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรชิต, ผู้เบียดเบียนคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑ ที่นั่งในที่อันสงัด ๑ ความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
อรรถคาถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมาเป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะทรงโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา
ประวัติความเป็นมาของการสวดพระปาฏิโมกข์
ในครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารเห็นพวกนักบวชลัทธิอื่นประชุมกล่าวธรรม ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ มีคนไปฟังธรรม คนเหล่านั้นมีความรัก มีความเลื่อมใส ทำให้นักบวชพวกนั้นมีผู้เข้าเป็นฝักฝ่าย พระเจ้าพิมพิสารทรงปรารถจะให้ภิกษุในพระพุทธศาสนาทำอย่างนั้นบ้าง จึงได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลพระราชดำรินั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุมัติ ทรงประทานพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์
ในครั้งแรกภิกษุทั้งหลายประชุมกัน แต่นั่งนิ่งๆ พวกชาวบ้านทั้งหลายมาหวังที่จะได้ฟังธรรมก็ไม่ได้ฟัง จึงพากันติเตียน ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ประชุมกันเพื่อกล่าวธรรมได้ ต่อมาพระพุทธองค์ได้ทรงดำริว่าพระองค์จะพึงอนุญาตให้เอาสิกขาบท ที่พระองค์ทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย ให้เป็นปาฏิโมกขุทเทสของพวกเธอ ปาฏิโมกขุทเทสนั้นจักเป็นอุโบสถของพวกเธอ พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระบัญญัติตามที่ทรงดำริ ทรงอนุญาตให้สวดพระปาฏิโมกข์และทรงแสดงวิธิสวดพระปาฏิโมกข์ จึงถือศึกษาและปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
ประตูสู่ธรรม
เชิญCLICK HEAR
วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
คำอาราธนาและถวายทานต่างๆ
คลิ๊กดูรายละเอียดที่นี่
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ฉัน
พุทธศาสนิกชนจำนวน ไม่น้อยคิดว่า ภิกษุจะฉันได้แค่ก่อน เวลาเพล หรือก่อนเที่ยงวันเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ในพระวินัยปิฎก หมวด มหาวรรค บทที่ ๖. เภสัชชขันธกะ (ว่าด้วยเรื่องยาตลอดจนเรื่องกัปปิยะอกัปปิยะ และกาลิกทั้ง ๔) กล่าวไว้ว่า
กาลิก เนื่องด้วยกาล, ขึ้นกับกาล, ของอันจะกลืนกินให้ล่วงลำคอเข้าไปซึ่งพระวินัยบัญญัติให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด จำแนกเป็น ๔ อย่าง คือ
๑. ยาวกาลิก รับประเคนไว้ และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้นเช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ ขนมต่างๆ
๒. ยามกาลิก รับประเคนไว้ และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือก่อนอรุณของวันใหม่ ได้แก่ ปานะ คือ น้ำคั้นผลไม้ที่ทรงอนุญาต
๓. สัตตาหกาลิก รับประเคนไว้และฉันได้ ภายในเวลา ๗ วัน ได้แก่ เภสัชทั้ง ๕ คือ ๑.สัปปิ หมายถึง เนยใส ๒.นวนีตะ หมายถึง เนยข้น ๓.เตละ หมายถึง น้ำมัน ๔.มธุ หมายถึง น้ำผึ้ง และ ๕.ผาณิต หมายถึง น้ำอ้อย
๔. ยาวชีวิก รับประเคนแล้ว ฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลา ได้แก่ของที่ใช้ปรุงเป็นยา
ส่วนคำว่า “หอฉัน” เจ้าคุณทองดีได้ให้ความหมายไว้ว่า อาคารหรือศาลาที่สร้างไว้สำหรับเป็นที่ฉันอาหารของพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า โรงฉัน หรือ ศาลาหอฉันก็ได้
หอฉัน ปกติจะเป็นศาลาโถงที่โปร่งไม่อับทึบ มองเห็นได้ทุกทิศทุกทาง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นิยมสร้างเป็นสัดส่วนไว้ท่ามกลางวัด หรือ ท่ามกลางหมู่กุฏิหมู่ ใช้เป็นที่ฉันรวมกันของภิกษุสามเณรทั้งวัด หรือเฉพาะในแต่ละคณะสำหรับวัดที่มีหลายคณะ
หอฉัน คำเดิมใช้ว่า อุปัฏฐานศาลา หมายถึง ศาลาเป็นอุปัฏฐากพระ และ อาสนศาลา หมายถึง ศาลาสำรับนั่งฉัน
"พระธรรมกิตติวงศ์" ฉัน
ที่มา : นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับ 10 มิถุนายน 2554
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
บัวดอกไม้ประจำพุทธศาสนา

บัว เป็นพันธ์ุไม้น้ำชนิดหนึ่ง ซึ่งมีดอกสวยงามจนได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ ในภาษาบาลีเรียกว่า "บงกช"แปลว่าเกิดจากตม แบ่งเป็น 2 วงศ์คือ ปทุม กับอุบล คลิ๊กที่นี่เพื่อศึกษารายละเอียดของบัว
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
ความคิดเชื่อมโยง

ศจ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ได้กล่าวถึงการพัฒนาทักษะการคิดในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 ม.ค.2545 โดยเสนอแนวทางว่า การที่คนในประเทศ จะสามารถคิดเป็นนั้น จำเป็นต้องได้รับการเปิดทาง และแนะแนวให้มีความสามารถในการคิด ครบ 10 มิติ นั่นคือ
1.การคิดเชิงวิพากย์ (Critical Thinking) หมายถึง ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนออย่างง่ายๆแต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งสมมติฐานและข้อสมมติที่อยู่เบื้องหลัง และพยายามเปิดแนวทางความคิด ออกลู่ทางต่างๆ ที่แตกต่างจากข้อเสนอนั้น เพื่อให้สามารถได้คำตอบที่สมเหตุสมผล มากกว่าข้อเสนอเดิม
2.การคิดเชิงวิเคราะห์(AnalyticalThinking) หมายถึง การจำแนกแจกแจงองค์ประกอบต่างๆของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น
3.การคิดเชิงสังเคราะห์ (Synthesis-Type Thinking) หมายถึง ความสามารถในการดึงองค์ประกอบต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4.การคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) หมายถึง การพิจารณาเทียบเคียง และ/หรือ ความแตกต่าง ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ สามารถอธิบายเรื่องนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการคิด การแก้ปัญหา หรือการหาทางเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
5.การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) หมายถึง ความสามารถในการประสานข้อมูลทั้งหมด ที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างไม่ขัดแย้ง แล้วนำมาสร้างเป็นความคิดรวบยอดหรือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
6.การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง การขยายขอบเขตความคิดออกไปจากกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ สู่ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น
7.การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการนำเอาสิ่งที่มีอยู่เดิม ไปปรับใช้ประโยชน์ในบริบทใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงหลักการของสิ่งเดิม
8.การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) หมายถึง ความสามารถในการกำหนดแนวทางที่ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าหาแกนหลักได้อย่างเหมาะสม เพื่ออธิบาย หรือให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
9.การคิดเชิงบูรณาการ (Integrative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมโยงแนวคิด หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าหาแกนหลักได้อย่างเหมาะสม เพื่ออธิบาย หรือให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
10.การคิดเชิงอนาคต(Futuristic Thinking) หมายถึง ความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
